หยุดจ้องจอ! เคล็ดลับเที่ยวปลดล็อกชีวิต ให้คุณดื่มด่ำกับโล...

หยุดจ้องจอ! เคล็ดลับเที่ยวปลดล็อกชีวิต ให้คุณดื่มด่ำกับโลกจริง

webmaster

기술 피로를 줄이는 여행 팁 - **Prompt:** A young woman, wearing a modest one-piece swimsuit and a wide-brimmed straw hat, is sitt...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักเดินทางทุกคน! ช่วงนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าแม้จะไปเที่ยวพักผ่อนแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกสดชื่นเต็มที่เท่าที่ควรใช่ไหมคะ? บางทีเราก็ยังคงติดอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ เช็คอีเมล ตอบแชท หรือไถฟีดโซเชียลมีเดียตลอดเวลา จนกลายเป็นว่าร่างกายอาจจะอยู่ที่ทะเล แต่จิตใจยังวนเวียนอยู่ในโลกออนไลน์ไม่ต่างจากตอนทำงานเลย ทั้งที่จริงๆ แล้วเป้าหมายของการเดินทางคือการได้หลีกหนีความวุ่นวาย มาชาร์จพลังให้ตัวเองเต็มที่ แต่เทคโนโลยีดันกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้เราเหนื่อยล้าไปโดยไม่รู้ตัว นี่แหละค่ะที่เขาเรียกว่า ‘Tech Fatigue’ หรือ “ความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล” ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่นักเดินทางยุคนี้ต้องเจอ ส่วนตัวฉันเองก็เคยประสบปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง จนต้องหาวิธีจัดการให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง และวันนี้ฉันมีเคล็ดลับดีๆ ที่รวบรวมจากประสบการณ์ตรงมาฝากให้ทุกคนได้เอาไปปรับใช้ เพื่อให้ทริปหน้าของเราเป็นการพักผ่อนที่ ‘ได้พัก’ อย่างแท้จริงค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเจาะลึกไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ ว่าจะลดความเหนื่อยล้าจากเทคโนโลยีในการเดินทางได้อย่างไรบ้าง

기술 피로를 줄이는 여행 팁 관련 이미지 1

วางแผนเที่ยวแบบไม่ติดจอ: เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง

1. กำหนดเป้าหมายการพักผ่อนให้ชัดเจน

ก่อนจะเก็บกระเป๋า สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งใจจริงค่ะว่าทริปนี้เราจะไปพักผ่อนแบบไหน? เราอยากหลีกหนีความวุ่นวายเพื่ออะไร? สำหรับฉันนะ ถ้าไปเที่ยวทะเล ก็อยากจะฟังเสียงคลื่นให้เต็มที่ อยากเดินเท้าเปล่าบนหาดทรายนุ่มๆ ไม่ใช่ก้มหน้าดูฟีดไอจีตลอดเวลา การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามีแรงผลักดันที่จะวางโทรศัพท์ลงได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าความสุขจากการได้อยู่กับตัวเอง ได้ชื่นชมธรรมชาติจริงๆ มันมีค่ามากกว่าการได้ยอดไลก์จากรูปสวยๆ ที่ถ่ายไปโพสต์อีกนะ และการท่องเที่ยวแบบ Off-Grid หรือการตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วคราว กำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนักเดินทางหลายคนต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากโซเชียลมีเดียและความเครียดในชีวิตประจำวัน เพื่อกลับมาอยู่กับตัวเองและธรรมชาติมากขึ้น

2. สร้าง “เขตปลอดเทคโนโลยี” ในตารางเดินทาง

เคยไหมคะที่ตั้งใจว่าจะไม่เล่นมือถือ แต่พอมีเวลาว่างนิดหน่อยก็อดหยิบขึ้นมาไม่ได้? ฉันเองก็เป็นบ่อยค่ะ! ทางแก้ของฉันคือการกำหนดช่วงเวลาหรือกิจกรรมที่ “ห้ามใช้เทคโนโลยีเด็ดขาด” เช่น มื้ออาหารเช้าที่รีสอร์ท หรือช่วงเย็นที่นั่งดูพระอาทิตย์ตกดินริมหาด หรือแม้กระทั่งกำหนดสถานที่บางแห่งเป็นเขตปลอดโทรศัพท์ไปเลย ลองชวนเพื่อนร่วมทริปทำไปด้วยกันก็ได้นะคะ รับรองว่าบรรยากาศในการพูดคุยจะดีขึ้นเยอะเลย จากที่เคยเห็นหลายคนไปเที่ยวด้วยกันแต่ต่างคนต่างก้มหน้ามองจอสี่เหลี่ยม มันน่าเสียดายโอกาสในการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันมากๆ เลยค่ะ การท่องเที่ยวแบบ Back-to-Basic ที่ไม่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายกำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการตัดขาดจากโลกภายนอก

ปรับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีระหว่างทริป

1. ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ทุกเวลา

เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ดีๆ ที่ช่วยในการเดินทางเยอะมากเลยนะคะ เช่น Google Maps ที่ช่วยนำทาง หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยในการจองตั๋วต่างๆ ฉันเองก็ใช้พวกนี้แหละค่ะ แต่จะใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ได้เปิดค้างไว้ตลอดเวลา ลองคิดดูสิว่าเรามีเป้าหมายคือการพักผ่อน ดังนั้นเทคโนโลยีควรจะเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่เจ้านายที่คอยสั่งให้เราสนใจมันตลอดเวลา พอใช้เสร็จก็เก็บเลยค่ะ ไม่ต้องหยิบขึ้นมาไถฟีดต่อ บางทีเราแค่เปิดดูสภาพอากาศ หรือหาข้อมูลร้านอาหาร แล้วก็ปิดมือถือไปเลย แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ

2. หากิจกรรมอื่นที่น่าสนใจมาทดแทน

การวางโทรศัพท์ลงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเราไม่มีอะไรทำมาทดแทนจริงไหมคะ? ฉันเคยลองแล้วค่ะ สุดท้ายก็กลับไปหยิบมาเล่นอยู่ดี! สิ่งที่ช่วยได้มากคือการหากิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เราเพลิดเพลินจนลืมมือถือไปเลยค่ะ อย่างเวลาไปทะเล ลองพกหนังสือเล่มโปรดไปนั่งอ่านริมหาด หรือลองเรียนดำน้ำตื้นดู หรือจะลองวาดรูป ถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มก็ได้อารมณ์วินเทจดีนะคะ บางคนชอบเขียนบันทึกการเดินทางก็ได้ค่ะ มันเป็นการเก็บความทรงจำที่ดีมากๆ เลยนะ ส่วนตัวฉันชอบเดินสำรวจรอบๆ ที่พัก บางทีเจออะไรที่ไม่คาดคิดก็สนุกดีค่ะ อย่างเช่นเจอร้านกาแฟเล็กๆ น่ารัก หรือตลาดท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยของอร่อยๆ ทำให้เราได้สัมผัสวิถีชีวิตคนในพื้นที่จริงๆ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการเดินทางที่ไม่ใช่แค่การถ่ายรูปสวยๆ ไปลงโซเชียล

Advertisement

หลีกเลี่ยงการติดกับดักโซเชียลมีเดีย

1. กำหนดเวลาเล่นโซเชียลมีเดียที่ชัดเจน

ลองตั้งกฎให้ตัวเองดูไหมคะ เช่น เล่นโซเชียลได้แค่วันละ 30 นาที หรือโพสต์รูปได้แค่ตอนกลางคืนเท่านั้น วิธีนี้ช่วยให้เรายังคงเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ ได้ แต่ก็ไม่ทำให้เราพลาดช่วงเวลาดีๆ ระหว่างวันไปค่ะ สำหรับฉันแล้ว การเลือกที่จะไม่โพสต์ทุกอย่างในทันที ทำให้ฉันได้ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ แล้วค่อยมาเลือกรูปสวยๆ โพสต์ทีเดียวตอนกลับถึงที่พัก หรือตอนกลางคืนที่เราพักผ่อนแล้ว มันทำให้เราได้มีเรื่องเล่า มีความทรงจำดีๆ เก็บไว้ในใจ มากกว่าแค่การเก็บรูปไว้ในมือถือ การใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมอื่น เช่น การอ่านหนังสือ หรือการวางแผนสิ่งที่จะทำในอนาคต ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการลดเวลาอยู่หน้าจอ

2. ปิดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

รู้ไหมคะว่าเสียงแจ้งเตือนเล็กๆ น้อยๆ เนี่ยแหละตัวดีที่ทำให้เราอดหยิบมือถือขึ้นมาไม่ได้! ลองปิดการแจ้งเตือนจากแอปโซเชียลมีเดีย หรือแอปที่ไม่สำคัญดูสิคะ ให้เหลือแค่การแจ้งเตือนที่จำเป็นจริงๆ อย่างการโทรเข้าหรือข้อความสำคัญเท่านั้น การทำแบบนี้จะช่วยให้จิตใจเราสงบขึ้น ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะมีอะไรเข้ามาใหม่ตลอดเวลา ฉันเคยลองปิดแจ้งเตือนทั้งหมดตอนไปเที่ยวเกาะทางใต้ แล้วรู้สึกเลยว่ามันปลดปล่อยมากจริงๆ เหมือนได้หายใจโล่งๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกังวลอะไรเลยค่ะ

วิธีจัดการ Tech Fatigue รายละเอียด ประโยชน์ที่ได้รับ
กำหนดเวลาใช้โทรศัพท์ จำกัดเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย หรือตั้งช่วงเวลาปลอดเทคโนโลยี ช่วยให้มีสมาธิกับปัจจุบันมากขึ้น ลดความเครียด
หากิจกรรมทดแทน อ่านหนังสือ, เดินเล่น, สัมผัสธรรมชาติ, พูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง สร้างประสบการณ์และความทรงจำใหม่ๆ ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ปิดการแจ้งเตือน ปิดการแจ้งเตือนจากแอปโซเชียลมีเดียหรือแอปที่ไม่จำเป็น ลดสิ่งรบกวน ทำให้จิตใจสงบ ไม่พะวงกับโลกออนไลน์
สื่อสารกับคนรอบข้าง พูดคุยกับเพื่อนร่วมทริปหรือคนท้องถิ่น สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น

ดื่มด่ำกับประสบการณ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

Advertisement

1. เปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ

สิ่งที่ฉันชอบที่สุดในการเดินทางคือการได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ไม่เหมือนใครค่ะ แทนที่จะใช้เวลาไปกับการไถฟีด ลองเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดูสิคะ เช่น ลองชิมอาหารพื้นเมืองที่ไม่เคยกินมาก่อน หรือไปเดินตลาดสดตอนเช้าเพื่อดูวิถีชีวิตของผู้คน หรือแม้แต่ลองแต่งชุดพื้นเมืองถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะที่จะสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจมากกว่าการนั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์ และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างอุทยานประวัติศาสตร์ต่างๆ ในประเทศไทยก็เป็นจุดหมายยอดนิยมที่ช่วยให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง

2. พูดคุยกับคนท้องถิ่น

การได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ เลยนะคะ บางทีเราก็ได้ข้อมูลเด็ดๆ ที่ไม่มีในไกด์บุ๊กหรือในอินเทอร์เน็ตเลยนะ อย่างเช่น ร้านอาหารอร่อยๆ ที่คนในพื้นที่เขากินกันจริงๆ หรือมุมถ่ายรูปสวยๆ ที่ซ่อนอยู่ การสื่อสารกับผู้คนรอบข้างช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่ควรค่าแก่การจดจำ ฉันเคยได้คุยกับแม่ค้าในตลาดที่เชียงใหม่แล้วเขาเล่าเรื่องราวของชุมชนให้ฟัง ทำให้ฉันรู้สึกผูกพันกับสถานที่นั้นๆ มากขึ้นเลยค่ะ การได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ มันเติมเต็มความรู้สึกได้ดีกว่าการอ่านรีวิวจากคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์เยอะเลยนะ

การพักผ่อนที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่

1. ทบทวนและชื่นชมช่วงเวลาดีๆ ที่ผ่านมา

พอจบทริปแล้ว อย่าเพิ่งรีบกลับไปติดกับโลกออนไลน์นะคะ ลองใช้เวลาทบทวนเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางดูสิคะ อาจจะเขียนบันทึก หรือเปิดดูรูปภาพที่ถ่ายไว้ (แต่ไม่ใช่เพื่อโพสต์ลงโซเชียลทันทีนะ!) การทำแบบนี้จะช่วยให้เราได้ซึมซับความสุขจากการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากจะออกเดินทางอีกในอนาคตด้วยค่ะ ฉันชอบนั่งจิบกาแฟอุ่นๆ แล้วเปิดดูรูปที่ถ่ายไว้แต่ละวัน มันทำให้รู้สึกว่าทริปนี้คุ้มค่าจริงๆ ได้พักผ่อนทั้งกายและใจแบบเต็มร้อยเลย

2. สร้างสมดุลชีวิตหลังกลับจากเที่ยว

การกลับจากเที่ยวแล้วต้องเผชิญกับกองงานอีเมล และข้อความที่ค้างอยู่เป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดสุดๆ เลยใช่ไหมคะ? วิธีแก้ของฉันคือการค่อยๆ ปรับตัวค่ะ อาจจะยังไม่ถึงกับหักดิบเลิกใช้โซเชียลมีเดียไปเลย แต่พยายามลดเวลาลงทีละนิด หรือตั้งใจว่าในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาที่เรา “งดใช้เทคโนโลยี” อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เช่น ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน ให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เราชอบ การสร้างสมดุลที่ดีระหว่างโลกออนไลน์และโลกแห่งความเป็นจริง จะช่วยให้เราไม่กลับไปสู่ภาวะ ‘Tech Fatigue’ ได้อีกค่ะ

기술 피로를 줄이는 여행 팁 관련 이미지 2

บทสรุปส่งท้าย

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าเคล็ดลับที่ฉันนำมาฝากในวันนี้ จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนสามารถวางแผนการเดินทางครั้งต่อไปได้อย่างมีความสุขและผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าทางดิจิทัลได้อย่างแท้จริงนะคะ การได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่นอน แต่เป็นการได้พักทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์แบบ ลองปรับใช้เทคนิคเหล่านี้ดูนะคะ บางทีการที่เราได้ทิ้งโทรศัพท์ไว้ชั่วคราว แล้วหันมาใช้เวลาอยู่กับตัวเองและคนที่เรารัก หรือดื่มด่ำกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นตรงหน้าอย่างเต็มที่ อาจจะทำให้เราค้นพบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่หายไปในชีวิตประจำวันก็ได้ค่ะ สำหรับฉันแล้ว การได้ออกไปใช้ชีวิตแบบไม่ติดจอ ทำให้ทุกทริปมีความหมายและน่าจดจำยิ่งขึ้นจริงๆ ค่ะ

Advertisement

เกร็ดความรู้ดีๆ ที่ควรทราบ

1. สำหรับใครที่อยากลอง Digital Detox จริงจัง ประเทศไทยมีสถานที่สวยๆ หลายแห่งที่เหมาะกับการไปพักผ่อนแบบตัดขาดจากโลกภายนอกเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์เงียบๆ กลางป่าทางเหนือ รีสอร์ทเล็กๆ บนเกาะที่สัญญาณมือถือไม่ค่อยถึง หรือแม้แต่บ้านพักริมน้ำในต่างจังหวัด การได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีสิ่งรบกวน จะช่วยให้เราได้อยู่กับตัวเองและธรรมชาติอย่างแท้จริงเลยค่ะ ลองหาข้อมูลดูนะคะ รับรองว่ามีตัวเลือกเยอะแยะเลยที่เหมาะกับการพักผ่อนแบบสงบๆ

2. ในยุคนี้ แม้แต่สมาร์ทโฟนเองก็ยังมีฟีเจอร์ช่วยจำกัดการใช้งานของเราได้นะคะ อย่างระบบ Screen Time ใน iOS หรือ Digital Wellbeing ใน Android ที่จะช่วยให้เราเห็นสถิติการใช้งานแอปต่างๆ และสามารถตั้งค่าจำกัดเวลาการเล่นแอปพลิเคชันที่เราใช้บ่อยๆ ได้ด้วย ลองเข้าไปตั้งค่าดูค่ะ มันช่วยให้เราควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นเยอะเลยนะ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยเตือนไม่ให้เราหลงไปกับโลกออนไลน์มากเกินไป

3. นอกจากกิจกรรมที่ฉันแนะนำไปแล้ว ยังมีกิจกรรมออฟไลน์อีกมากมายที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางนะคะ เช่น การพกสมุดบันทึกเล่มสวยๆ ไปเขียนเรื่องราวระหว่างทริป หรือการลองใช้กล้องฟิล์มถ่ายรูป เพื่อให้เราได้เรียนรู้การรอคอยและการเลือกมุมมองอย่างตั้งใจ หรือจะพกหนังสือเล่มโปรดไปอ่านใต้ต้นไม้ริมทะเล หรือแม้แต่ชวนเพื่อนเล่นเกมกระดานง่ายๆ ที่พกพาได้ ก็เป็นการสร้างความทรงจำดีๆ ที่แตกต่างออกไปค่ะ

4. การที่เราติดเทคโนโลยีมากเกินไป ไม่เพียงแค่ทำให้เราพลาดช่วงเวลาดีๆ แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจในระยะยาวด้วยนะคะ อาจทำให้เกิดอาการปวดตา ปวดคอ นอนไม่หลับ หรือแม้กระทั่งความเครียดสะสมได้ การได้พักจากหน้าจอจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของเราให้กลับมาสดใสอีกครั้ง ลองหาเวลาพักผ่อนแบบเต็มที่โดยปราศจากเทคโนโลยีดูบ้างนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันดีแค่ไหน

5. การเปิดใจพูดคุยกับคนท้องถิ่นหรือเพื่อนร่วมทาง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีสีสันและน่าจดจำค่ะ เพราะเราจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง หรือแม้กระทั่งได้เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่ไม่เคยรู้มาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากการอ่านรีวิวในอินเทอร์เน็ต แต่ต้องมาจากการลงมือสัมผัสและพูดคุยด้วยตัวเองเท่านั้น ลองยิ้มทักทายคนแปลกหน้าดูสิคะ บางทีอาจจะได้มิตรภาพใหม่ๆ กลับมาก็ได้นะ

สรุปประเด็นสำคัญ

ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางที่มีความหมายคือการที่เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทั้งกายและใจ ปราศจากความเหนื่อยล้าทางดิจิทัลค่ะ สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลที่ดีระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการใช้ชีวิตจริง เริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนออกเดินทาง กำหนด “เขตปลอดเทคโนโลยี” ในตารางกิจกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเท่าที่จำเป็น และหากิจกรรมอื่นมาทดแทนเวลาที่เคยใช้ไปกับหน้าจอ นอกจากนี้ การเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นและพูดคุยกับผู้คนรอบข้าง ก็จะช่วยเพิ่มคุณค่าและความทรงจำที่ดีให้กับการเดินทางของเราอย่างมากมายเลยค่ะ อย่าลืมนะคะว่าเป้าหมายของเราคือการได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การนำความเหนื่อยล้าจากโลกออนไลน์ติดตัวไปในทุกที่ ฉันหวังว่าทุกคนจะสามารถนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อสร้างสรรค์ทริปในฝันที่เต็มไปด้วยความสุขและความสดชื่นได้อย่างเต็มที่ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเผชิญกับ “ความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล” หรือ Tech Fatigue ระหว่างเดินทางอยู่? และมันส่งผลเสียต่อเราอย่างไรคะ?

ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักเดินทางทุกคน ฉันเข้าใจดีเลยค่ะว่าบางทีเราก็แยกไม่ออกว่ากำลังพักผ่อนอยู่จริงๆ หรือแค่ย้ายที่ทำงานไปทำที่อื่นเฉยๆ จากประสบการณ์ตรงของฉัน สัญญาณแรกๆ ที่บ่งบอกว่าเรากำลังเจอเจ้า Tech Fatigue เข้าให้แล้วก็คือ เราจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างคอยเรียกหาให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คอยู่ตลอดเวลาค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดีย, อีเมลงานที่เด้งเข้ามา, หรือแม้กระทั่งความรู้สึกอยากถ่ายรูปทุกอย่างที่เห็นแล้วต้องโพสต์ลงทันที ทั้งๆ ที่กำลังยืนอยู่หน้าทะเลสวยๆ แท้ๆ แต่สายตากลับจ้องแต่หน้าจอ หรือเวลาที่เพื่อนร่วมทริปกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่เรากลับก้มหน้าไถฟีดอยู่คนเดียว ความรู้สึกไม่สดชื่น ไม่เต็มอิ่มกับบรรยากาศตรงหน้า นี่แหละค่ะคือผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด มันทำให้เราพลาดช่วงเวลาดีๆ ไปอย่างน่าเสียดายมากๆ และแทนที่จะได้ชาร์จพลังกลับไป เรากลับรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจเหมือนเดิมเลยค่ะ

ถาม: แล้วมีเคล็ดลับหรือวิธีง่ายๆ ที่เราจะนำไปใช้เพื่อลดอาการ Tech Fatigue ในทริปหน้าของเราได้บ้างไหมคะ?

ตอบ: แน่นอนค่ะ! หลังจากที่ฉันลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนเจอทางออกที่เวิร์คมากๆ อยากจะบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ตั้งใจ” ที่จะพักผ่อนจริงๆ ค่ะ เคล็ดลับง่ายๆ ที่ฉันใช้เป็นประจำและอยากแนะนำเพื่อนๆ เลยก็คือ หนึ่งเลยคือการตั้งขอบเขตการใช้งานหน้าจอค่ะ อาจจะกำหนดไปเลยว่าช่วงเวลาไหนเป็น “โซนปลอดโทรศัพท์” เช่น ตอนกินข้าว, ตอนว่ายน้ำ หรือตอนที่กำลังชมพระอาทิตย์ตกดินอันสวยงาม แล้วก็ห้ามแตะต้องมันเลยค่ะ สองคือการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทาง แจ้งเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัวว่าเราจะตอบกลับช้าลงนะ หรือจะจำกัดเวลาในการเช็คอีเมลแค่ช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้น สามคือลองกิจกรรมที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดูบ้างค่ะ เช่น อ่านหนังสือ, วาดรูป, เดินเล่นสำรวจเมือง หรือแค่เอนตัวลงนอนฟังเสียงคลื่น เท่านี้ทริปของเราก็จะผ่อนคลายขึ้นเยอะเลยค่ะ ลองทำดูนะคะ รับรองว่าได้ผลแน่นอน

ถาม: สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ยังไงก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี เช่น แผนที่ การจอง หรือการถ่ายรูป จะมีวิธีใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของ Tech Fatigue ได้อย่างไรบ้างคะ?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะในยุคนี้การจะตัดขาดจากเทคโนโลยีไปเลย 100% อาจจะทำได้ยากมากๆ โดยเฉพาะเรื่องจำเป็นอย่างแผนที่ การจองที่พัก หรือการเดินทาง ส่วนตัวฉันเองก็ยังต้องใช้สมาร์ทโฟนอยู่ค่ะ แต่เคล็ดลับของฉันคือการ “ใช้แบบมีสติ” และ “ตั้งใจ” ค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องแผนที่และการเดินทาง ฉันจะดาวน์โหลดแผนที่แบบออฟไลน์ติดเครื่องไว้ล่วงหน้าค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปิดเน็ตหาตอนที่เดินทางจริง หรือบางทีก็ถ่ายรูปป้ายรถเมล์ ป้ายแผนที่เก็บไว้เลยค่ะ อย่างที่สองคือเรื่องการถ่ายรูป ถ้าเป็นไปได้ ฉันมักจะพกกล้องแยกไปเลยค่ะ เพื่อให้การถ่ายรูปเป็นไปเพื่อศิลปะและความสนุกสนานจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเอาไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียทันที แล้วค่อยมาเลือกรูปสวยๆ ทีหลัง หรือถ้าต้องใช้โทรศัพท์ถ่าย ก็ตั้งใจถ่ายให้เสร็จแล้วเก็บเข้ากระเป๋าไปเลยค่ะ ไม่ต้องไถฟีดต่อ สิ่งสำคัญคือการกำหนดเวลาชัดเจนค่ะ เช่น เช็คการจองต่างๆ ให้เสร็จภายใน 10 นาทีแรกของวัน แล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยใจให้เต็มที่กับการพักผ่อนจริงๆ ค่ะ แค่เราตั้งใจและมีสติในการใช้งาน เทคโนโลยีก็จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีของเราได้ค่ะ ไม่ใช่เจ้านายที่ทำให้เราเหนื่อยล้า.

📚 อ้างอิง

Advertisement